Friday, September 14, 2012

ตำนานเทพเจ้าแห่งวิศวกรรม

เฮฟเฟสตุส (Hephaestus) หรือ วัลแคน 
เทพแห่งไฟ โลหะ และการช่าง

เฮฟเฟสตุส (Hephaestus) หรือ วัลแคน เทพแห่งไฟ โลหะ และการช่าง
เป็นบุตรของ Zeus กับ Hera (บางตำราว่าเป็นบุตรของ Hera ผู้เดียว) พระองค์เป็นเทพที่พิการและอัปลักษณ์ มีประวัติกำเนิด เล่าแตกต่างกันเป็น 2 นัย
นัย หนึ่งว่าเป็น เทพบุตรของ เทวีฮีรากับเทพปรินายกซุสโดยตรง แต่อีกนัยหนึ่งว่าเฮฟเฟสตุสถือกำเนิดแต่เทวีแม่ฮีรา ทำนองเทวีเอเธน่า เกิดกับซุสฉะนั้น คือผุดขึ้นจากเศียรของเทวีโดยลำพังตนเอง ทั้งนี้เนื่องด้วย เจตจำนงของเทวีฮีรา ที่ต้องการจะแก้ลำซุส ในการกำเนิดของเทวีเอเธน่า ให้เทพทั้งปวง เห็นว่าเมื่อซุสทำให้เทวีเอเธน่าเกิดเองได้ เทวีก็สามารถทำให้ เฮฟเฟสตุสเกิดเองได้เช่นกัน แต่ถึงกำเนิดของเทพเฮฟเฟสตุสจะเป็นประการใด ก็ต้องนับว่า เฮฟเฟสตุส เป็นเทพบุตรของ ซุส ด้วยเช่นกัน หากมีข้อควรกล่าวก็ คือว่า เฮฟเฟสตุส ติดแม่มากกว่าติดพ่อ และเข้ากับแม่ทุกคราว ที่พ่อแม่ทะเลาะกัน ในคราวหนึ่งซุสประสงค์จะลงโทษเทวีฮีรา ให้เข็ดหลาบ เอาโซ่ทองล่าม เทวีแขวนไว้กับ กิ่งฟ้าห้อยโตงเตงอยู่ ดังนั้นเฮฟเฟสตุสก็เข้าช่วยเทวี พยายามแก้ไขโซ่ จะให้เทวีเป็นอิสระ ซุส บันดาลโทสะ จึงจับ เฮฟเฟสตุส ขว้างลงมาจากสวรรคโลก
เนื่อง ด้วยเหตุดังกล่าว พระองค์จึงถูกพระบิดา และมารดาทอดทิ้ง Hephaestus ใช้เวลาช่วง 10 ปีแรกอยู่ในทะเล และได้สร้างโรงหล่อไว้ใต้ภูเขา Aetna มี Cyclops เป็นคนงาน โดยสิ่งที่พระองค์สร้างขึ้น มีดังนี้

อาวุธของ Achilles และ Aeneas คทาของ Agamemnon สร้อยคอของ Harmonia ซึ่งผู้สวมใส่จะประสบเคราะห์ร้าย โล่ของ Heracles
เฮ ฟเฟสตุส ตกจากสวรรค์เป็นเวลาถึง 9 วันจึงลงมาถึงมนุษย์โลก ณ เกาะเลมนอสในทะเลเอจีน และเนื่องใน การตกครั้งนี้ เฮฟเฟสตุสจึงมีบาทแปเป๋ไปข้างหนึ่ง ตั้งแต่นั้นมา แต่ทั้งที่ต้องพิการเช่นนั้น ด้วยหมายจะช่วยมารดา เทวีฮีรา ผู้เป็นมารดา ก็หาแยแสเหลียวแลไม่ เฮฟเฟสตุสเทพบุตร บังเกิดความโทมนัสซ้ำเติมอย่างแสนสาหัสใน ความเฉยเมยของเทวี ถึงแก่ตั้งปณิธานว่า จะไม่กลับขึ้นไปบนเขาโอลิมปัสอีก เฮฟเฟสตุสจึงสร้างวังประทับ อยู่ในเกาะเลมนอส และตั้งโรงหล่อ เพลิดเพลิน ในการช่าง ฝีมือประกอบ โลหะนานาชนิด โดยมีพวก ยักษ์ไซคลอปส์ เป็นลูกมือ และเพื่อจะแก้ลำ ความเมินเฉยของมารดา จึงสร้างบัลลังก์ทองคำ เปล่งสะพรั่งพร้อม ด้วยลวดลาย สลักเสลาอย่างหาที่ เปรียบมิได้ ขึ้นตัวหนึ่ง เป็นบัลลังก์กล ประกอบด้วยลานกลไกซ่อนอยู่ข้างใน ส่งขึ้นไปถวาย เทวีฮีรา เทวียินดีในรูปลักษณะ อันแสนงามของบัลลังก์กล สำคัญว่าเป็นของบุตรถวายโดยซื่อ พอขึ้นประทับ เครื่องกลไก ที่ซ่อนอยู่ ก็ดีดกระหวัด รัดองค์เทวีตรึงติดกับบัลลังก์อย่างมั่นคง จนไม่สามารถแม้แต่ จะขยับเขยื้อนองค์ แม้เทพทั้งปวงจะรวมกำลังกัน เข้าแก้ไขก็จนปัญญา ไม่มีทางปลดเปลื้องพันธนาการ ให้หลุดออกไปได้ เมื่อเหลือกำลังทวยเทพ ดังนั้น เฮอร์มีส เทพผู้มีลิ้นทูต จึงอาสามาเกลี้ยกล่อม วอนง้อขอให้ เฮฟเฟสตุส ขึ้นไปช่วยแก้ แต่ลิ้นทูตของเฮอร์มีสกลับไม่สำเร็จ ในกรณีนี้ แม้จะหว่านล้อมสักเพียงใด ก็ไม่อาจชักจูงเฮฟเฟสตุส ให้ขึ้นไปบนเขาโอลิมปัสได้
ทวย เทพประชุมปรึกษากันอีกวาระหนึ่ง มองไม่เห็นใครนอกจากเทพ ไดโอนิซัส จะช่วยได้ จึงเห็นชอบ พร้อมกันส่ง ไดโอนิซัส ลงมาเกลี้ยกล่อมเทพเฮฟเฟสตุสด้วย อุบาย คือใช้วิธีมอมเฮฟเฟสตุส ด้วยน้ำองุ่น จนเฮฟเฟสตุส เคลิบเคลิ้มมึนเมา แล้วไดโอนิซัส ก็พาเฮฟเฟสตุสขึ้นไปแก้เครื่องกลพันธนาการให้เทวีฮีราเป็น อิสระจนได้ ใช่แต่เท่านั้น ไดโอนิซัส ยังช่วยไกล่เกลี่ยให้เทพบิดามาดรและเทพบุตรออมชอมเข้ากันได้ดังปกติอีกด้วย

แต่ ทั้งที่ได้รับความยกย่องโปรดปรานเทียมเท่าเทพองค์อื่น ๆ ในคณะเทพโอลิมเปียนแล้วเช่นนั้น เฮฟเฟสตุส ก็ไม่ยินดี ที่จะอยู่บนเขาโอลิมปัสเป็นประจำ จะขึ้นไปก็เฉพาะคราวประชุมเทพ และในวาระอื่น ๆ เท่านั้น ในยามปกติ จะขลุกอยู่ในโรงหล่อ และหมกมุ่น ง่วนกับงานช่างเป็นนิตย์ จะเปรียบก็เป็น พระเวสสุกรรมของกรีก เพราะการสร้าง วังที่ประทับ ของเทพแต่ละองค์ บนเขาโอลิมปัสนั้นเป็นพนักงานของเฮฟเฟสตุสทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังเป็นผู้ออกแบบ ประกอบเครื่องตกแต่งตำหนักต่าง ๆ ด้วยโลหะ ประดับมณีแวววาวจับตา ยังมีการประกอบอสนีบาตเป็นอาวุธถวายแก่ ซุส และ ศรรักให้ อิรอส

สัตว์เทพประจำทิศทั้งสี่ในคติจีน

นับ แต่โบราณกาล ชาวจีนได้มอบน่านฟ้าทั้งสี่ทิศไว้ภายใต้การคุ้มครองของสัตว์เทพทั้งสี่ อันได้แก่ มังกรเขียว เสือขาว หงส์แดง และเต่าดำ ดังคำกล่าวที่ว่า “ซ้ายมังกรเขียว ขวาเสือขาวครอง หงส์แดงนำหน้า เต่าดำสถิตยังเบื้องหลัง” พัฒนาการของแนวคิดความเชื่อดังกล่าว มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับศาสตร์พยากรณ์และคติความเชื่อในลัทธิเต๋าของ ชาวจีนที่สืบทอดมานานนับพันปี

ชาว จีนโบราณแบ่งท้องฟ้าออกเป็น 4 ส่วน คือ ตะวันออก ตก เหนือและใต้ จากการสังเกตหมู่ดาวบนท้องฟ้า จับกลุ่มทิศทางการเรียงตัวของหมู่ดาวเทียบเข้ากับลักษณะของคน สัตว์หรือรูปลักษณ์ในตำนานตามความเชื่อของตน โดยให้ทิศตะวันออกแทนกลุ่มดาวมังกรเขียว (จากตำนานการปรากฏขึ้นของจักรพรรดิเหลืองทางทิศตะวันออก) ตะวันตกแทนกลุ่มดาวเสือขาว ทิศใต้แทนกลุ่มดาวหงส์แดงและ

ทิศเหนือ แทนกลุ่มดาวเต่าดำ แต่ละทิศครองดาว 7 ดวง (รวม 28 ดวง)
ภาย ในสุสานยุคจั้นกั๋ว(ราว 433 ปีก่อนคริสตศักราช) แห่งหนึ่งในมณฑลหูเป่ย ได้มีการขุดพบภาพวาดของหมู่ดาว 28 ดวงกับมังกรเขียวและเสือขาวบนฝาของภาชนะเคลือบใบหนึ่ง ซึ่งบอกเราว่า การกำหนดเรียกหมู่ดาวบนท้องฟ้า ได้เกิดขึ้นก่อนหน้าเวลานี้อีกนานนัก

สัตว์ เทพทั้งสี่ต่างยึดครองน่านฟ้าทั้งสี่ทิศ กลายเป็นตัวแทนของทิศทั้งสี่ จนกระทั่งการศึกษาว่าด้วยศาสตร์แห่งธาตุทั้งห้า และภูมิพยากรณ์ (ฮวงจุ้ย อินหยาง เป็นต้น) เป็นที่แพร่หลาย สัตว์เทพทั้งสี่และดวงดาวทั้ง 28 เป็นที่รู้จักในฐานะของ “เทพเจ้าผู้พิทักษ์” ตำหนักและสิ่งปลูกสร้างในวังหลวง ได้รับการประดับตกแต่งเป็นลวดลายของสัตว์เทพทั้งสี่ ส่วนประตูทางทิศเหนือของวังหลวงมักได้ชื่อว่า ประตูเสวียนอู่(เต่าดำ) เนื่องจาก หงส์แดง แทนสัญลักษณ์ของไฟ ขณะที่สถาปัตยกรรมโบราณของจีนล้วนแต่สร้างด้วยไม้ จึงมักไม่ปรากฏรูป แต่จะปรากฏในเชิงสัญลักษณ์อยู่บนกำแพง (ทาสีแดง)แทน

เมื่อ ถึงสมัยฉินและฮั่น สัตว์เทพทั้งสี่ก็เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในฐานะตัวแทนของฤดูกาลและสีสันทั้ง สี่ ในช่วงเวลาดังกล่าว สัตว์เทพทั้งสี่ได้ปรากฏในศาสตร์วิทยาการของจีนหลากหลายสาขา อาทิ ดาราศาสตร์ และภูมิศาสตร์ และการทหาร ดังเช่น ในตำราพิชัยสงครามบทหนึ่ง ได้กล่าวถึงการกำหนดทิศทางเดินทัพไว้ว่า “การเคลื่อนทัพนั้น ซ้ายเป็นมังกรเขียว ขวาเสือขาว ทัพหน้าคือหงส์แดงและเต่าดำคุมหลัง บัญชาการจากเบื้องบน นำปฏิบัติสู่เบื้องล่าง” เนื่องจากผู้คนในสมัยนั้นต่างคุ้นเคยกับตำแหน่งของสัตว์เทพทั้งสี่เป็นอย่าง ดี ภายหลังจึงได้รับการประยุกต์ให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของธงนำทัพไป

ต่อเมื่อศาสนาเต๋ารุ่งเรืองขึ้น มังกรเขียว เสือขาว หงส์แดงและเต่าดำในฐานะเทพเจ้าผู้คุ้มครองมนุษย์ ต่างมีความสำคัญขึ้น ถูกยกให้มีความเป็นมนุษย์ยิ่งขึ้น ต่างมีชื่อเรียกเป็นมนุษย์ และต่อมาอีกไม่นาน เทพเสวียนอู่หรือเต่าดำ ก็โดดเด่นขึ้นในฐานะของ “เจินอู่” ปรมาจารย์เต๋าผู้สำเร็จมรรคผล ส่วนหงส์แดงเป็นเทพที่มีบทบาทแยกออกมาเป็นเอกเทศ ขณะที่มังกรเขียวและเสือขาวกลายเป็นเทพทวารบาลผู้รักษาประตูทางเข้าสู่มรรคา แห่งเต๋า

มังกรเขียว ประจำทิศตะวันออก สีเขียว ธาตุไม้ ฤดูใบไม้ผลิ















ชาวจีนโบราณ ถือว่ามังกรเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจกษัตริย์ และเป็นสัตว์มงคลชนิดหนึ่ง นับตั้งแต่ยุคของจักรพรรดิเหลืองเป็นต้นมา มังกรก็กลายเป็นตัวแทนของผู้มีเชื้อสายจีนทั้งมวล โดยเฉพาะเมื่อถึงสมัยราชวงศ์ฮั่น ปรากฏภาพวาดและตำนานเกี่ยวกับหวงตี้หรือจักรพรรดิเหลืองที่ทรงมังกรเป็น พาหนะเหินบินสู่ฟ้า มังกรจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของจักรพรรดิผู้ยิ่งยงอีกด้วย

ตำนานกล่าวว่า มังกรเขียว มีลำตัวเป็นงู หัวเป็นกิเลน หางเป็นปลา มีเครายาว มีเขา เท้าคล้ายกรงเล็บ รูปลักษณ์เป็นมังกรเหิน เปี่ยมด้วยพลังอำนาจ เนื่องจากประจำทิศตะวันออก ธาตุไม้ มีสีเขียว จึงเป็นมังกรเขียว

เสือขาว ประจำทิศตะวันตก สีขาว ธาตุทอง ฤดูใบไม้ร่วง















เสือ เป็นเจ้าแห่งสัตว์ป่าทั้งมวล เนื่องจากประจำทิศตะวันตก ธาตุทอง มีสีขาว จึงกลายเป็น เสือขาว เป็นตัวแทนของอำนาจบารมี ความเคารพยำเกรงและการทหาร เนื่องจากเสือเป็นนักล่า กินเนื้อ ดังนั้น จึงมีภาพลักษณ์เป็นเทพเจ้าแห่งศึกสงครามและการล่าสังหารอีกด้วย สถานที่หรือชัยภูมิในสมัยโบราณหากมีชื่อของเสือขาว จึงมักมีนัยสำคัญทางทหาร นอกจากนี้ ยังใช้ในการตั้งชื่อหน่วยกำลังรบ และใช้เป็นตราสัญลักษณ์ในการบัญชาการเคลื่อนทัพ หรือสลักเป็นลวดลายคู่กับมังกรเขียวบนบานประตูทั้งสองข้าง เพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้าย


หงส์แดง ทิศใต้ สีแดง ธาตุไฟ ฤดูร้อน















หงส์ เป็นเจ้าแห่งปักษา และเป็นสัตว์มงคลชนิดหนึ่งของจีนมาแต่โบราณ มีรูปลักษณ์เดิมมาจากนกหลากหลายชนิด อาทิ ไก่ฟ้า ห่านฟ้า นกกระจอก เหยี่ยวนกกระจอก นกนางแอ่นฯลฯ ในตำนานกล่าวว่า หงส์มีรูปคล้ายไก่ฟ้า มีสีขนสลับลายเป็นประกาย มีนิสัยรักสะอาด ช่างเลือก (มีความละเอียดอ่อนประณีต) เนื่องจากรูปลักษณ์เป็นนก ประจำทิศใต้ ธาตุไฟ สีแดง จึงได้ชื่อว่า หงส์แดง
ภายหลังได้รับอิทธิพลจากความเชื่อลัทธิเต๋า จากสัตว์เทพค่อยวิวัฒนาการเป็นรูปลักษณ์ของครึ่งคนครึ่งสัตว์ จากนั้นกลายเป็นเทพที่มีรูปเป็นหญิง

เต่าดำ ประจำทิศเหนือ สีดำ ธาตุน้ำ ฤดูหนาว














 
เต่า ดำหรือเสวียนอู่ มีรูปลักษณ์เป็นเต่า แต่มีเกล็ดคล้ายงู มีลักษณะร่วมกันของเต่าและงู บ้างใช้สัญลักษณ์เป็นรูปเต่าที่มีงูพันรัดกลางลำตัว แต่เดิมมาจากการใช้กระดองเต่าในการทำนายทายทัก ซึ่งหมายถึงการให้เต่านำคำถามลงไปสู่โลกแห่งวิญญาณเพื่อนำคำตอบกลับมายังโลก มนุษย์ อีกทั้งกระดองเต่ามีสีดำ จึงปรากฏในรูปเต่าดำ ภายหลังได้มีการขยายความออกไป โดยเห็นว่าเต่าอาศัยอยู่กับน้ำ ทั้งแม่น้ำลำคลองน้อยใหญ่จนถึงท้องทะเลกว้าง จึงได้รับการขนานนามให้เป็นเทพเจ้าแห่งน้ำ อีกทั้ง เต่ามีอายุยืนนาน จึงเป็นสัญลักษณ์แทนการมีอายุวัฒนะ
ภาย หลัง เทพเสวียนอู่ได้รับการ “ยกฐานะ” จากลัทธิเต๋า ให้เป็นปรมาจารย์เจินอู่ โดยกล่าวกันว่า เจินอู่เป็นภาคหนึ่งของเง็กเซียนฮ่องเต้มาจุติยังโลกมนุษย์ แต่ด้วยความเบื่อหน่ายในโลกีย์ จึงเก็บตัวบำเพ็ญภาวนาบนเขาบู๊ตึ๊งจนสำเร็จมรรคผลเป็นเซียน ขึ้นสถิตบนฟ้า ครองตำแหน่งทิศเหนือ



黃龍 : มังกรทอง


หวงหลง (黃(หวง) = สีทอง , 龍(หลง) = มังกร) ในภาษาจีน

หรือ โอริว (おうりゅう) ในภาษาญี่ปุ่น

ในบางตำราเป็นตัวแทนของ ธาตุดิน และประจำอยู่จุดศูนย์กลางของสวรรค์









ตามตำราของญี่ปุ่น เทพอสูรทั้ง 4 เป็นตัวแทนของธาตุของศาสนาพุทธตามตำราญี่ปุ่น โดยที่


มังกรฟ้า – ธาตุน้ำ

หงส์แดง – ธาตุไฟ

พยัคฆ์ขาว – ธาตุลม

เต่าดำ – ธาตุดิน

จุดศูนย์กลาง - ความว่างเปล่า